การเงิน-เศรษฐศาสตร์ (Finance and Economics)

ถ้าเป็นการลงทุนในธุรกิจหรือในตลาดหลักทรัพย์ เราต้องทำความเข้าใจบริบทของธุรกิจแต่ละประเภท

มูลค่าเงินตามเวลา (Time Value of Money) 

เป็นหลักการพื้นฐานของเศรษฐศาสตรการเงิน หลักการง่ายของมูลค่าเงินตามเวลาก็คือ มูลค่าของเงิน 1 บาทที่เราได้มาวันนี้มีค่าไม่เท่ากับมูลค่าเงิน 1 บาทที่เราจะได้มาในอนาคต เช่น 10 ปีข้างหน้า

ด้วยปัจจัยหลายอย่างเช่น ค่าเงินลอยตัว ดอกเบี้ยเงินฝาก การที่เราได้เงินสดมาในตอนนี้ย่อมสามารถทำให้เกิดโอกาสมากกว่า การที่เราได้เงินในอีก 10 ปีข้างหน้า ก๋วยเตี๋ยวเมื่อสิบปีที่แล้วอาจจะมีราคา 10-20 บาท แต่ก๋วยเตี๋ยวหนึ่งจาก ณ ปัจจุบัน มีราคา 40-50 บาทเป็นต้น

ความเสี่ยงและผลตอบแทน (Risk and Rewards) 

เป็นอีกหนึ่งหลักการด้านการเงินที่คนใช้บ่อยในเศรษฐศาสตร์เช่นกัน การลงทุนแต่ละอย่างมีผลตอบแทนและความเสี่ยงไม่เท่ากับ หากเราเลือกลงทุนทำธุรกิจโดยที่เราได้กำไรแค่ 1-2% ต่อปี และธุรกิจไม่มีการเติบโตเลย การลงทุนที่เสี่ยงน้อยกว่าแต่ได้ผลตอบแทนเท่ากันอย่างการนำเงินไปฝากธนาคารก็คงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

การทำกำไรจากสองตลาด (Arbitrage) 

คือการทำกำไรจากสินค้าชนิดเดียวกันแต่มีราคาขายไม่เท่ากันในตลาดสองประเภท หลักการนี้คือหัวใจของการทำธุรกิจและการลงทุนทุกอย่าง เช่นเราซื้อน้ำเปล่าในราคาขายส่งมาขวดละ 5 บาทแต่ขายในร้านขายปลีกในราคา 10 บาท เป็นต้น

การทำกำไรจากสองตลาดอาจจะฟังดูง่าย แต่ในโลกที่ทุกคนมีข้อมูลตลาดและโอกาสไม่เท่าเทียมกัน คนบางคนก็อาจจะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลหรือโอกาสที่นักลงทุนหรือนักธุรกิจแต่ละคนมีได้ ซึ่งก็เป็นสาเหตุที่ ‘โลกออนไลน์’ ทำนักธุรกิจหลายคนปวดหัวมาก เพราะลูกค้าเริ่มมีข้อมูลและโอกาสหลากหลายขึ้น

สามารถติดตามข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ https://softbanker.net/ 

ประโยชน์และความสำคัญของการเงิน

ประโยชน์และความสำคัญของการเงิน

ถ้าเกิดถามคำถามว่า ‘เงิน’ สำคัญอย่างไร พวกเราก็คงจะจำต้องย้อนกลับไปช่วงที่ทุกคนไม่ได้ใช้เงินกันก่อน ในอดีตคนธรรมดาทั่วไปใช้แนวทาง ‘แลกสินค้า’ เพื่อความมีชีวิตรอด แลกเปลี่ยนวัวกับผัก แลกเปลี่ยนผลไม้กับไข่ไก่ แลกเปลี่ยนรองเท้ากับกาตัดผม เนื่องจากทุกคนมี ‘สินค้า’ แตกต่างกัน ทุกการแลกเปลี่ยนควรจะมีการเจรจาต่อรองใหม่ตลอด ทุกการแลกเปลี่ยนจำเป็นต้องมาด้วยการ ‘ถกเถียง’ กันว่าสินค้านี้ราคาเท่า และ อะไรถึงจะมีคุณค่าที่เท่าเทียม

ถ้าเกิดมนุษย์จะเก่งอะไรซักอย่าง มนุษย์ก็อาจจะเก่งที่การ ทำอะไรให้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น เงินถูกผลิตขึ้นมาให้เป็นภาษากลางของการแลกเปลี่ยนสินค้า ทำให้ธุรกรรมต่างๆมีความเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ (ลองคิดภาพคุณกำลังต่อคิวซื้อข้าวแล้วทุกคนจะต้องต่อรองกับแม่ค้า เพื่อแลกเปลี่ยนนู้นแลกเปลี่ยนนี่มอง เพียงแค่คิดก็น่าหงุดหงิดแล้ว)

เงิน…ทำให้ทั้งหมดทุกอย่างมีมูลค่าที่กระจ่างเยอะขึ้นเรื่อยๆ ทำให้พวกเรารู้ดีว่าน้ำเปล่ามีมูลค่า 10 บาท หนังสือหนึ่งเล่มมีมูลค่า 200 บาท แล้วก็บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท นักเศรษฐศาสตร์คนจำนวนไม่น้อยเรียกเงินว่า ‘ตัววัดค่าความน่าไว้ใจของสินค้า’ มีความหมายว่าถ้าเกิดคนธรรมดาทั่วไปพร้อมที่จะจ่ายให้กับสินค้าหนึ่งชิ้นเป็นเงินไม่น้อยเลยทีเดียว…ก็พอๆกับว่าสินค้านั้นเป็นสินค้าที่มี ‘ความน่านับถือ’

ราคาของเงินทำให้พวกเรารู้ดีว่าพนักงานแต่ละคนต้องการ ‘ค่าแรง’ มากแค่ไหน และก็ ‘ความน่านับถือ’ ของเงินทำให้มีการเกิดการ ‘กู้ยืมเงิน’ กระทั่งนำมาซึ่งการก่อให้เกิดสินค้าการคลังต่างๆอย่าง เงินกู้ยืม บัตรเครดิต รวมทั้ง รับรอง

 

การเงิน คืออะไร??

การเงินคืออะไร [Finance]

การเงิน หมายความว่ากิจกรรมเกี่ยวกับการจัดการเงิน แล้วก็ระบบกระบวนการระดมทุน ซึ่งรวมทั้ง การธนาคาร หนี้สิน เครดิต ตลาดหลักทรัพย์ เงิน และก็การลงทุน การคลังครอบคลุมถึงกรรมวิธีการดูแล สร้าง รวมทั้งศึกษาเกี่ยวกับเงิน เหมือนกันเงินธุรกิจ และการคลังส่วนตัว

ถ้าพูดถึงด้านการเงิน คนธรรมดาทั่วไปก็บางครั้งก็อาจจะนึกถึงธนาคาร หรือบริษัทขายรับรอง ผู้ที่ทำธุรกิจก็บางครั้งอาจจะนึกถึงตลาดหลักทรัพย์หรือตลาดหุ้น คำว่าการเงินเป็นศัพท์ที่กว้างมากมาย เป็นการรวมหัวข้อหลายประเภทตั้งแต่การบริหาร เศรษฐศาสตร์ การบัญชี หรือแม้กระทั้งคณิตศาสตร์ประยุกต์

ในส่วนก็การเงินส่วนบุคคล การเงินก็รวมถึงการทำบัญชีรายรับรายจ่าย ภาษี การเก็บออม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเก็บออมเพื่อการเกษียณอายุ การลงทุนส่วนบุลคล และยังรวมไปถึงการจัดการหนี้สินเฉพาะบุคคล บางส่วนบางทีอาจจะฟังดูเข้าใจยากแม้กระนั้นความเข้าใจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเงินก็เป็นความรับผิดชอบอย่างหนึ่งที่คนวัยทำงานจำเป็นต้องศึกษาและก็เข้าใจให้ดี